<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
<channel>
<title>KMUTT LIBRARY</title>
<link>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/3</link>
<description>สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ราชบุรี</description>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 23:36:27 GMT</pubDate>
<dc:date>2026-10-08T23:36:27Z</dc:date>
<image>
<title>KMUTT LIBRARY</title>
<url>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/bitstream/id/15414/f7f9c259-f088-4b63-bbc9-dae32919fa39.png</url>
<link>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/3</link>
</image>
<item>
<title>การถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกผักสลัดปลอดสารสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง</title>
<link>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4170</link>
<description>การถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกผักสลัดปลอดสารสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
มนัญญา เพียรเจริญ
านวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ในการปลูกผักสลัดปลอดสารบนกระเบื้อง โดยใช้ระบบรดน้ำอัตโนมัติควบคุมด้วย IoT แก่กลุ่มคนพิการทางการเคลื่อนไหว ในพื้นที่ตำบลรางบัว จังหวัดราชบุรี เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระที่บ้านและสร้างรายได้ แปลงปลูกผักบนกระเบื้องถูกออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระศาสตร์สำหรับคนพิการ: (กว้าง 1.20 เมตร ยาว 3.00เมตร) สำหรับคนพิการนั่งรถวีลแชร์ (ความสูง 0.5เมตร) และคนพิการที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหวบางส่วนที่ไม่ได้นั่งรถวีลแชร์ (ความสูง 0.75-0.8 เมตร) โดยบูรณาการ เทคโนโลยี IoT เข้ากับการควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติผ่านสมาร์ทโฟน (eWeLink) ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดทางกายภาพ ทำให้เกษตรกรคนพิการสามารถจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#13;
จากการดำเนินการในกลุ่มคนพิการต้นแบบ 4 ราย พบว่า มีผลผลิตผักสลัดเฉลี่ย 28.38 กิโลกรัมต่อคนต่อรอบการปลูก และสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 1,704.50 บาทต่อคนต่อเดือน ผ่านช่องทางการจำหน่ายแบบธุรกิจสู่ผู้บริโภคโดยตรง ( B2C) ผลลัพธ์ของโครงการได้สร้างโมเดลต้นแบบด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในด้านการขยายผลการดำเนินงาน โครงการได้นำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้กับศูนย์เรียนรู้บ้านตอยาง จังหวัดลพบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมรับการอบรมจำนวน 47 คน พร้อมทั้งจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ต้นแบบถาวรจำนวน 2 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมชุมชนสำหรับคนพิการในอนาคต อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในมิติของการขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ
78 หน้า : ภาพประกอบสี
</description>
<pubDate>Sun, 01 Jan 2569 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4170</guid>
<dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ผลของสารผสมเพิ่มต่อสมบัติทางวิศวกรรม เคมี ชีวภาพ และความเข้ากันของกระดูกของซีเมนต์-ปอซโซลาน และจีโอพอลิเมอร์ดินตะกอนประปา และดินพอร์ซเลน เพื่อการผลิตเป็นวัสดุเชื่อมต่อกระดูก</title>
<link>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4169</link>
<description>ผลของสารผสมเพิ่มต่อสมบัติทางวิศวกรรม เคมี ชีวภาพ และความเข้ากันของกระดูกของซีเมนต์-ปอซโซลาน และจีโอพอลิเมอร์ดินตะกอนประปา และดินพอร์ซเลน เพื่อการผลิตเป็นวัสดุเชื่อมต่อกระดูก
รุ่งโรจน์ ปิยะภานุวัตน์
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาวัสดุทดแทนกระดูกจากดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลน ซึ่งเป็นของเหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำประปาและอุตสาหกรรมเซรามิก โดยศึกษาสมบัติทางเคมีและโครงสร้างผลึกของวัสดุทั้ง 2 ชนิด จากนั้นทำการเตรียมดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนให้บริสุทธิ์ด้วยการบำบัดด้วยกรด และนำมาเผาเพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาทางเคมี จากนั้นนำมาผสมในวัสดุซีเมนต์และวัสดุจีโอพอลิเมอร์ และทำการศึกษาสมบัติด้านความพรุนและการดูดซับน้ำ โดยการผสมอะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต&#13;
&#13;
ผลการศึกษาพบว่า ดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนที่ผ่านการบำบัดด้วยกรดสามารถชะละลายโลหะหนักออกมาได้หมด และเมื่อนำไปเผาพบว่า อุณหภูมิการเผาที่เหมาะสมที่สุดคือ 650 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง และมีโครงสร้างอสัณฐานร่วมกับผลึก โดยมีซิลิกอนไดออกไซด์และอะลูมินาไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบหลัก สำหรับวัสดุซีเมนต์พบว่า อัตราส่วนดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนที่เหมาะสม คือ ร้อยละ 30 โดยน้ำหนัก และวัสดุจีโอพอลิเมอร์จากดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนที่อัตราส่วน Na₂O/SiO₂ เท่ากับ 0.3 โดยโมล เป็นอัตราส่วนที่มีค่ากำลังอัดสูงที่สุด&#13;
&#13;
เมื่อนำมาผสมอะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต พบว่า เมื่อปริมาณอะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟตที่ผสมในวัสดุซีเมนต์และวัสดุจีโอพอลิเมอร์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่ากำลังอัดและความหนาแน่นลดลง ส่วนความพรุนมีค่าเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนของอะลูมินาที่เหมาะสมเท่ากับ 0.5 และ 0.7 โดยน้ำหนัก สำหรับวัสดุซีเมนต์และวัสดุจีโอพอลิเมอร์ ตามลำดับ ส่วนการผสมแคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมฟอสเฟตในวัสดุซีเมนต์ทั้ง 2 อัตราส่วน พบว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมคือ ร้อยละ 40 ส่วนอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมในการผสมแคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมฟอสเฟตในวัสดุจีโอพอลิเมอร์ คือ ร้อยละ 20 และ 30 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ&#13;
&#13;
อัตราส่วนดังกล่าวจะนำมาศึกษาการชะละลายในสารละลายจำลองสภาวะร่างกายมนุษย์ (SBF) เพื่อประเมินความปลอดภัยและความเข้ากันได้ทางชีวภาพของวัสดุกับเนื้อเยื่อกระดูก รวมถึงศึกษาการยึดเกาะและการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกบนผิววัสดุ เพื่อพัฒนาวัสดุทดแทนกระดูกที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
58 หน้า : กราฟ
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4169</guid>
<dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>อิเล็กโทรรีดักชันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อผลิตเมทานอลด้วยเซลล์ไฟฟ้าเคมีแบบต่อเนื่องและวัฏจักรชีวิตของเมทานอลที่ได้</title>
<link>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4168</link>
<description>อิเล็กโทรรีดักชันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อผลิตเมทานอลด้วยเซลล์ไฟฟ้าเคมีแบบต่อเนื่องและวัฏจักรชีวิตของเมทานอลที่ได้
พิสิฐพงษ์ อินทรพงษ์
งานวิจัยนี้ศึกษาการรีดักชันไฟฟ้าเคมีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂RR) บนตัวเร่งปฏิกิริยาที่เป็นซีลีเนียม–ทองแดง เพื่อผลิตสารเคมีที่มีมูลค่า โดยพิจารณาผลของอัตราส่วนซีลีเนียมต่อทองแดง (Se:Cu) ที่ 1:1, 1:2, 1:4 และ 1:6 และศักย์ไฟฟ้าที่ −0.9, −1.1, −1.3 และ −1.5 V ต่อประสิทธิภาพฟาราเดย์ (FE) และอัตราการผลิตจาก CO2RR ในเซลล์ไฟฟ้าต่อเนื่อง ผลการทดลองพบว่า ตัวเร่ง 1:6-SeCu/C ให้ค่า FE ของกรดอะซิติกสูงสุด (72.2%) และอัตราการผลิตสูงสุด (125.5 μmol m-2 s-1) เมื่อเพิ่มปริมาณ Se ไปเป็นตัวเร่ง 1:1-SeCu/C ให้ค่า FE ของเมทานอล 80% ที่ −1.3 V พร้อมอัตราการผลิต 58 μmol m-2 s-1การมี Se ใน Cu มากขึ้นช่วยเพิ่มการคัดเลือกไปเป็นเมทานอลและยับยั้งการเกิด H2 ความสามารถในการคัดเลือกและอัตราการผลิตสัมพันธ์กับเฟสผลึกและสถานะวาเลนซ์ของอะตอม Se และ Cu ซึ่งตรวจสอบด้วยเอกซเรย์ดิฟแรคชัน (XRD) และเอกซเรย์โฟโตอิเล็กตรอนสเปกโทรสโกปี (XPS) ตามลำดับ ในสภาวะที่มี Cu มาก (1:6-SeCu/C) เกิดโครงผลึก SeCu เด่นและมีไอออน Se0/Cu2+ ที่ผิวตัวเร่ง เมื่อเพิ่ม Se มากขึ้น พลังงานยึดเหนี่ยวของ Se0 เลื่อนไปที่ค่าพลังงานยึดเหนี่ยวต่ำลง (binding energy ต่ำลง) พร้อมการเปลี่ยนเฟสเป็น Cu₂−xSe (CuSe → Cu₁.₈Se → Cu₁.₈₂Se) ส่งผลให้ขนาดผลึกและพื้นที่ผิวเชิงไฟฟ้าของตัวเร่งแตกต่างกัน (34.0 ถึง 102.6 cm² mgcatalyst-1) นอกจากนี้ ตัวเร่ง (SeCu/C) ยังมีความเสถียรดีตลอด 24 ชม. โดยให้ความหนาแน่นกระแสเกิน 70 mA cm-2 ที่ศักย์ −1.3 V ภายใต้อัตราการไหลของอิเล็กโทรไลต์ที่เหมาะสม 0.5 mL/min การปรับปรุงกระบวนการ CO₂RR โดยลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ หรือใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนและผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และระบบนิเวศทางน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการแปลง CO₂ ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
92 หน้า : ภาพประกอบสี
</description>
<pubDate>Thu, 01 Jan 2567 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4168</guid>
<dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
<item>
<title>ฟังก์ชันเลขคณิตที่สัมพันธ์กับจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคี่และจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคู่ และการประยุกต์</title>
<link>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4167</link>
<description>ฟังก์ชันเลขคณิตที่สัมพันธ์กับจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคี่และจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคู่ และการประยุกต์
ผุสดี อย่างกลั่น
24 หน้า
</description>
<pubDate>Wed, 01 Jan 2566 00:00:00 GMT</pubDate>
<guid isPermaLink="false">https://rbkm.kmutt.ac.th:443/xmlui/handle/123456789/4167</guid>
<dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
</item>
</channel>
</rss>
