<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: วิจัย_รายงานฉบับสมบูรณ์</title>
  <link rel="alternate" href="https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/1013" />
  <subtitle>วิจัย_รายงานฉบับสมบูรณ์</subtitle>
  <id>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/1013</id>
  <updated>2026-09-12T01:52:06Z</updated>
  <dc:date>2026-09-12T01:52:06Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกผักสลัดปลอดสารสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง</title>
    <link rel="alternate" href="https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4170" />
    <author>
      <name>มนัญญา เพียรเจริญ</name>
    </author>
    <id>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4170</id>
    <updated>2026-09-11T08:14:22Z</updated>
    <published>2569-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกผักสลัดปลอดสารสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
Authors: มนัญญา เพียรเจริญ
Abstract: านวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ ในการปลูกผักสลัดปลอดสารบนกระเบื้อง โดยใช้ระบบรดน้ำอัตโนมัติควบคุมด้วย IoT แก่กลุ่มคนพิการทางการเคลื่อนไหว ในพื้นที่ตำบลรางบัว จังหวัดราชบุรี เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระที่บ้านและสร้างรายได้ แปลงปลูกผักบนกระเบื้องถูกออกแบบให้เหมาะสมกับสรีระศาสตร์สำหรับคนพิการ: (กว้าง 1.20 เมตร ยาว 3.00เมตร) สำหรับคนพิการนั่งรถวีลแชร์ (ความสูง 0.5เมตร) และคนพิการที่มีข้อจำกัดทางการเคลื่อนไหวบางส่วนที่ไม่ได้นั่งรถวีลแชร์ (ความสูง 0.75-0.8 เมตร) โดยบูรณาการ เทคโนโลยี IoT เข้ากับการควบคุมการให้น้ำอัตโนมัติผ่านสมาร์ทโฟน (eWeLink) ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดทางกายภาพ ทำให้เกษตรกรคนพิการสามารถจัดการกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ&#xD;
จากการดำเนินการในกลุ่มคนพิการต้นแบบ 4 ราย พบว่า มีผลผลิตผักสลัดเฉลี่ย 28.38 กิโลกรัมต่อคนต่อรอบการปลูก และสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 1,704.50 บาทต่อคนต่อเดือน ผ่านช่องทางการจำหน่ายแบบธุรกิจสู่ผู้บริโภคโดยตรง ( B2C) ผลลัพธ์ของโครงการได้สร้างโมเดลต้นแบบด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในด้านการขยายผลการดำเนินงาน โครงการได้นำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดต่อให้กับศูนย์เรียนรู้บ้านตอยาง จังหวัดลพบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมรับการอบรมจำนวน 47 คน พร้อมทั้งจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ต้นแบบถาวรจำนวน 2 แห่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมชุมชนสำหรับคนพิการในอนาคต อันเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในมิติของการขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ
Description: 78 หน้า : ภาพประกอบสี</summary>
    <dc:date>2569-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของสารผสมเพิ่มต่อสมบัติทางวิศวกรรม เคมี ชีวภาพ และความเข้ากันของกระดูกของซีเมนต์-ปอซโซลาน และจีโอพอลิเมอร์ดินตะกอนประปา และดินพอร์ซเลน เพื่อการผลิตเป็นวัสดุเชื่อมต่อกระดูก</title>
    <link rel="alternate" href="https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4169" />
    <author>
      <name>รุ่งโรจน์ ปิยะภานุวัตน์</name>
    </author>
    <id>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4169</id>
    <updated>2026-09-08T08:04:43Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของสารผสมเพิ่มต่อสมบัติทางวิศวกรรม เคมี ชีวภาพ และความเข้ากันของกระดูกของซีเมนต์-ปอซโซลาน และจีโอพอลิเมอร์ดินตะกอนประปา และดินพอร์ซเลน เพื่อการผลิตเป็นวัสดุเชื่อมต่อกระดูก
Authors: รุ่งโรจน์ ปิยะภานุวัตน์
Abstract: โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาวัสดุทดแทนกระดูกจากดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลน ซึ่งเป็นของเหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตน้ำประปาและอุตสาหกรรมเซรามิก โดยศึกษาสมบัติทางเคมีและโครงสร้างผลึกของวัสดุทั้ง 2 ชนิด จากนั้นทำการเตรียมดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนให้บริสุทธิ์ด้วยการบำบัดด้วยกรด และนำมาเผาเพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาทางเคมี จากนั้นนำมาผสมในวัสดุซีเมนต์และวัสดุจีโอพอลิเมอร์ และทำการศึกษาสมบัติด้านความพรุนและการดูดซับน้ำ โดยการผสมอะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต&#xD;
&#xD;
ผลการศึกษาพบว่า ดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนที่ผ่านการบำบัดด้วยกรดสามารถชะละลายโลหะหนักออกมาได้หมด และเมื่อนำไปเผาพบว่า อุณหภูมิการเผาที่เหมาะสมที่สุดคือ 650 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง และมีโครงสร้างอสัณฐานร่วมกับผลึก โดยมีซิลิกอนไดออกไซด์และอะลูมินาไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบหลัก สำหรับวัสดุซีเมนต์พบว่า อัตราส่วนดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนที่เหมาะสม คือ ร้อยละ 30 โดยน้ำหนัก และวัสดุจีโอพอลิเมอร์จากดินตะกอนประปาและดินพอร์ซเลนที่อัตราส่วน Na₂O/SiO₂ เท่ากับ 0.3 โดยโมล เป็นอัตราส่วนที่มีค่ากำลังอัดสูงที่สุด&#xD;
&#xD;
เมื่อนำมาผสมอะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟต พบว่า เมื่อปริมาณอะลูมินา แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอสเฟตที่ผสมในวัสดุซีเมนต์และวัสดุจีโอพอลิเมอร์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่ากำลังอัดและความหนาแน่นลดลง ส่วนความพรุนมีค่าเพิ่มขึ้น โดยอัตราส่วนของอะลูมินาที่เหมาะสมเท่ากับ 0.5 และ 0.7 โดยน้ำหนัก สำหรับวัสดุซีเมนต์และวัสดุจีโอพอลิเมอร์ ตามลำดับ ส่วนการผสมแคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมฟอสเฟตในวัสดุซีเมนต์ทั้ง 2 อัตราส่วน พบว่าอัตราส่วนที่เหมาะสมคือ ร้อยละ 40 ส่วนอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมในการผสมแคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมฟอสเฟตในวัสดุจีโอพอลิเมอร์ คือ ร้อยละ 20 และ 30 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ&#xD;
&#xD;
อัตราส่วนดังกล่าวจะนำมาศึกษาการชะละลายในสารละลายจำลองสภาวะร่างกายมนุษย์ (SBF) เพื่อประเมินความปลอดภัยและความเข้ากันได้ทางชีวภาพของวัสดุกับเนื้อเยื่อกระดูก รวมถึงศึกษาการยึดเกาะและการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกบนผิววัสดุ เพื่อพัฒนาวัสดุทดแทนกระดูกที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Description: 58 หน้า : กราฟ</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>อิเล็กโทรรีดักชันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อผลิตเมทานอลด้วยเซลล์ไฟฟ้าเคมีแบบต่อเนื่องและวัฏจักรชีวิตของเมทานอลที่ได้</title>
    <link rel="alternate" href="https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4168" />
    <author>
      <name>พิสิฐพงษ์ อินทรพงษ์</name>
    </author>
    <id>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4168</id>
    <updated>2026-09-08T06:40:24Z</updated>
    <published>2567-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: อิเล็กโทรรีดักชันของคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อผลิตเมทานอลด้วยเซลล์ไฟฟ้าเคมีแบบต่อเนื่องและวัฏจักรชีวิตของเมทานอลที่ได้
Authors: พิสิฐพงษ์ อินทรพงษ์
Abstract: งานวิจัยนี้ศึกษาการรีดักชันไฟฟ้าเคมีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂RR) บนตัวเร่งปฏิกิริยาที่เป็นซีลีเนียม–ทองแดง เพื่อผลิตสารเคมีที่มีมูลค่า โดยพิจารณาผลของอัตราส่วนซีลีเนียมต่อทองแดง (Se:Cu) ที่ 1:1, 1:2, 1:4 และ 1:6 และศักย์ไฟฟ้าที่ −0.9, −1.1, −1.3 และ −1.5 V ต่อประสิทธิภาพฟาราเดย์ (FE) และอัตราการผลิตจาก CO2RR ในเซลล์ไฟฟ้าต่อเนื่อง ผลการทดลองพบว่า ตัวเร่ง 1:6-SeCu/C ให้ค่า FE ของกรดอะซิติกสูงสุด (72.2%) และอัตราการผลิตสูงสุด (125.5 μmol m-2 s-1) เมื่อเพิ่มปริมาณ Se ไปเป็นตัวเร่ง 1:1-SeCu/C ให้ค่า FE ของเมทานอล 80% ที่ −1.3 V พร้อมอัตราการผลิต 58 μmol m-2 s-1การมี Se ใน Cu มากขึ้นช่วยเพิ่มการคัดเลือกไปเป็นเมทานอลและยับยั้งการเกิด H2 ความสามารถในการคัดเลือกและอัตราการผลิตสัมพันธ์กับเฟสผลึกและสถานะวาเลนซ์ของอะตอม Se และ Cu ซึ่งตรวจสอบด้วยเอกซเรย์ดิฟแรคชัน (XRD) และเอกซเรย์โฟโตอิเล็กตรอนสเปกโทรสโกปี (XPS) ตามลำดับ ในสภาวะที่มี Cu มาก (1:6-SeCu/C) เกิดโครงผลึก SeCu เด่นและมีไอออน Se0/Cu2+ ที่ผิวตัวเร่ง เมื่อเพิ่ม Se มากขึ้น พลังงานยึดเหนี่ยวของ Se0 เลื่อนไปที่ค่าพลังงานยึดเหนี่ยวต่ำลง (binding energy ต่ำลง) พร้อมการเปลี่ยนเฟสเป็น Cu₂−xSe (CuSe → Cu₁.₈Se → Cu₁.₈₂Se) ส่งผลให้ขนาดผลึกและพื้นที่ผิวเชิงไฟฟ้าของตัวเร่งแตกต่างกัน (34.0 ถึง 102.6 cm² mgcatalyst-1) นอกจากนี้ ตัวเร่ง (SeCu/C) ยังมีความเสถียรดีตลอด 24 ชม. โดยให้ความหนาแน่นกระแสเกิน 70 mA cm-2 ที่ศักย์ −1.3 V ภายใต้อัตราการไหลของอิเล็กโทรไลต์ที่เหมาะสม 0.5 mL/min การปรับปรุงกระบวนการ CO₂RR โดยลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ หรือใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ช่วยลดรอยเท้าคาร์บอนและผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์และระบบนิเวศทางน้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการแปลง CO₂ ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Description: 92 หน้า : ภาพประกอบสี</summary>
    <dc:date>2567-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ฟังก์ชันเลขคณิตที่สัมพันธ์กับจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคี่และจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคู่ และการประยุกต์</title>
    <link rel="alternate" href="https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4167" />
    <author>
      <name>ผุสดี อย่างกลั่น</name>
    </author>
    <id>https://rbkm.kmutt.ac.th:443/handle/123456789/4167</id>
    <updated>2026-09-03T08:44:16Z</updated>
    <published>2566-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ฟังก์ชันเลขคณิตที่สัมพันธ์กับจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคี่และจำนวนเต็มเลขชี้กำลังคู่ และการประยุกต์
Authors: ผุสดี อย่างกลั่น
Description: 24 หน้า</summary>
    <dc:date>2566-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

